เหมือนห้องพุทธตอนที่พระพุทธเจ้า
อธิบายมีปริพาชกอยู่3กลุ่ม
~แสดงธรรมที่ทำให้พระสารีบุตรบรรลุอรหันต์~
[ณ ถ้ำสุกรขาตา ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้นครราชคฤห์ ปริพาชกชื่อทีฆนขะ อัคคิเวสสนะ เข้าไปหาพระพุทธเจ้าที่มีพระสารีบุตรนั่งพัดให้อยู่ข้างหลัง]
ที: ท่านสมณโคตมะ ความคิดความเชื่อที่สอน ๆ กันอยู่ ไม่มีอะไรผมชอบเลย
พ: อัคคิเวสสนะ งั้นเธอก็ไม่ชอบความเห็นที่เธอพูดมานี้ด้วยน่ะสิ?
ที: ผมชอบ เพราะผมเห็นแบบนี้
พ: มีปริพาชกอยู่ 3 กลุ่ม
กลุ่มที่หนึ่งฟังอะไรก็ชอบ
กลุ่มที่สองฟังอะไรก็ไม่ชอบ
กลุ่มที่สามฟังแล้วชอบบ้างไม่ชอบบ้าง
กลุ่มแรกมีแนวโน้มว่าจะยึดมั่นถือมั่น
กลุ่มที่สองมีแนวโน้มจะไม่เอาอะไรเลย แต่การคิดว่าจะไม่เอาอะไรเลยก็เป็นการยึดมั่นถือมั่นอีกแบบหนึ่ง แล้วก็ไปจะทะเลาะกับคนที่เขาชอบความเห็นนั้น ๆ
ผู้มีปัญญาจะไม่โต้เถียงกันโดยยึดความเห็นตัวเองเป็นใหญ่
อัคคิเวสสนะ ร่างกายนี้ประกอบไปด้วย 4 ธาตุคือดิน น้ำ ลม ไฟ เกิดมาจากพ่อแม่ เติบโตด้วยข้าวสุก เป็นของไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด ต้องบีบนวด มีการแตกสลายกระจัดกระจายเป็นธรรมดา ท่านควรพิจารณาร่างกายนี้ว่าไม่เที่ยง คงสภาพเดิมไม่ได้ เป็นโรคเจ็บไข้ ไม่มีตัวตนของมันเอง เมื่อท่านเห็นเช่นนี้ ท่านย่อมละความพอใจยึดติดในร่างกาย ไม่ตกอยู่ในอำนาจของกายนี้
ความรู้สึกมี 3 อย่าง คือ ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดความรู้สึกเหล่านี้สลับกันไปเป็นครั้งคราว แต่ความรู้สึกทั้งสามนี้ก็ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มาปรุงแต่ง เมื่อเกิดขึ้นมาก็มีความสิ้นไป คลายไป ดับไป เป็นธรรมดา เมื่อท่านเห็นเช่นนี้ ท่านย่อมเบื่อหน่ายคลายความอยาก จิตก็หลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็รู้ว่าพ้นแล้ว ทราบชัดว่าไม่มีการเกิดอีกแล้ว ได้ทำสิ่งที่ควรทำเสร็จสิ้นหมดแล้ว
อัคคิเวสสนะ ภิกษุที่หลุดพ้นแล้วย่อมไม่ทะเลาะโต้เถียงกับใคร เพียงแต่แสดงความคิดความเห็นไปตามการณ์โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใด ๆ
[ขณะนั้น พระสารีบุตรที่กำลังฟังไปพร้อมกันได้พ้นจากกิเลสทั้งหลาย ละความยึดมั่นถือมั่น บรรลุธรรมในที่นั้น ส่วนทีฆนขะก็เกิดดวงตาเห็นธรรมว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา’]
ที: คำสอนของท่านแจ่มแจ้งมาก เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องตะเกียงในที่มืด ผมขอระลึกถึงท่าน ธรรมที่ท่านสอน และสงฆ์ที่ปฏิบัติตามธรรมที่ท่านสอนเป็นหลักในจิตใจ (สรณะ) ตั้งแต่วันนี้ไปตลอดชีวิต
___________
ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 20 (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชเมปัณณาสก์ ทีฆนขสูตร ข้อ 269), 2559, น.450-455
#พระพุทธเจ้าพูดอะไร
พระพุทธเจ้าเทศน์เหมือนเหตุการณ์ในห้องพุทธศาสนาพันทิปทะเลาะกัน
อธิบายมีปริพาชกอยู่3กลุ่ม
~แสดงธรรมที่ทำให้พระสารีบุตรบรรลุอรหันต์~
[ณ ถ้ำสุกรขาตา ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้นครราชคฤห์ ปริพาชกชื่อทีฆนขะ อัคคิเวสสนะ เข้าไปหาพระพุทธเจ้าที่มีพระสารีบุตรนั่งพัดให้อยู่ข้างหลัง]
ที: ท่านสมณโคตมะ ความคิดความเชื่อที่สอน ๆ กันอยู่ ไม่มีอะไรผมชอบเลย
พ: อัคคิเวสสนะ งั้นเธอก็ไม่ชอบความเห็นที่เธอพูดมานี้ด้วยน่ะสิ?
ที: ผมชอบ เพราะผมเห็นแบบนี้
พ: มีปริพาชกอยู่ 3 กลุ่ม
กลุ่มที่หนึ่งฟังอะไรก็ชอบ
กลุ่มที่สองฟังอะไรก็ไม่ชอบ
กลุ่มที่สามฟังแล้วชอบบ้างไม่ชอบบ้าง
กลุ่มแรกมีแนวโน้มว่าจะยึดมั่นถือมั่น
กลุ่มที่สองมีแนวโน้มจะไม่เอาอะไรเลย แต่การคิดว่าจะไม่เอาอะไรเลยก็เป็นการยึดมั่นถือมั่นอีกแบบหนึ่ง แล้วก็ไปจะทะเลาะกับคนที่เขาชอบความเห็นนั้น ๆ
ผู้มีปัญญาจะไม่โต้เถียงกันโดยยึดความเห็นตัวเองเป็นใหญ่
อัคคิเวสสนะ ร่างกายนี้ประกอบไปด้วย 4 ธาตุคือดิน น้ำ ลม ไฟ เกิดมาจากพ่อแม่ เติบโตด้วยข้าวสุก เป็นของไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด ต้องบีบนวด มีการแตกสลายกระจัดกระจายเป็นธรรมดา ท่านควรพิจารณาร่างกายนี้ว่าไม่เที่ยง คงสภาพเดิมไม่ได้ เป็นโรคเจ็บไข้ ไม่มีตัวตนของมันเอง เมื่อท่านเห็นเช่นนี้ ท่านย่อมละความพอใจยึดติดในร่างกาย ไม่ตกอยู่ในอำนาจของกายนี้
ความรู้สึกมี 3 อย่าง คือ ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดความรู้สึกเหล่านี้สลับกันไปเป็นครั้งคราว แต่ความรู้สึกทั้งสามนี้ก็ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มาปรุงแต่ง เมื่อเกิดขึ้นมาก็มีความสิ้นไป คลายไป ดับไป เป็นธรรมดา เมื่อท่านเห็นเช่นนี้ ท่านย่อมเบื่อหน่ายคลายความอยาก จิตก็หลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็รู้ว่าพ้นแล้ว ทราบชัดว่าไม่มีการเกิดอีกแล้ว ได้ทำสิ่งที่ควรทำเสร็จสิ้นหมดแล้ว
อัคคิเวสสนะ ภิกษุที่หลุดพ้นแล้วย่อมไม่ทะเลาะโต้เถียงกับใคร เพียงแต่แสดงความคิดความเห็นไปตามการณ์โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใด ๆ
[ขณะนั้น พระสารีบุตรที่กำลังฟังไปพร้อมกันได้พ้นจากกิเลสทั้งหลาย ละความยึดมั่นถือมั่น บรรลุธรรมในที่นั้น ส่วนทีฆนขะก็เกิดดวงตาเห็นธรรมว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา’]
ที: คำสอนของท่านแจ่มแจ้งมาก เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องตะเกียงในที่มืด ผมขอระลึกถึงท่าน ธรรมที่ท่านสอน และสงฆ์ที่ปฏิบัติตามธรรมที่ท่านสอนเป็นหลักในจิตใจ (สรณะ) ตั้งแต่วันนี้ไปตลอดชีวิต
___________
ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 20 (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชเมปัณณาสก์ ทีฆนขสูตร ข้อ 269), 2559, น.450-455
#พระพุทธเจ้าพูดอะไร